ตาเหลืองเกิดจากอะไร? ปัสสาวะเข้ม อ่อนเพลีย ควรตรวจตับหรือไม่

ตาเหลืองเกิดจากอะไร? ปัสสาวะเข้ม อ่อนเพลีย ควรตรวจตับหรือไม่

ตาเหลืองหรือตัวเหลืองเกิดจากสารบิลิรูบิน (Bilirubin) สะสมในร่างกายมากกว่าปกติ อาจเกี่ยวข้องกับโรคตับ เช่น ตับอักเสบหรือตับแข็ง การอุดตันของทางเดินน้ำดี หรือภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากผิดปกติ หากตาเหลืองร่วมกับปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คัน อ่อนเพลีย หรือปวดท้อง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ภาวะที่ผิวหนังหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเรียกว่า ดีซ่าน (Jaundice) เกิดจากระดับบิลิรูบินในเลือดสูงขึ้น บิลิรูบินเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสลายเม็ดเลือดแดง ก่อนที่ตับจะนำไปผ่านกระบวนการและขับออกทางน้ำดี 

ดังนั้น ตาเหลืองไม่ได้หมายความว่า “ตับมีปัญหา” ทุกกรณี แต่เป็นอาการที่ควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย


ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อ่อนเพลีย เกิดจากอะไร?

อาการตาเหลืองร่วมกับปัสสาวะเข้มและอ่อนเพลียอาจพบได้ในโรคตับ การอักเสบของตับ หรือภาวะที่น้ำดีระบายออกไม่ได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุจากอาการเพียงอย่างเดียวได้

สาเหตุที่พบได้มีหลายกลุ่ม เช่น

ตับอักเสบ
อาจเกิดจากไวรัส แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือสาเหตุอื่น ผู้ที่มีอาการอาจรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดหรือไม่สบายบริเวณท้องด้านขวาบน ปัสสาวะเข้ม และมีตัวหรือตาเหลือง อย่างไรก็ตาม ตับอักเสบบางชนิดอาจไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรกได้เช่นกัน 

โรคตับเรื้อรังหรือตับแข็ง
ในระยะแรกอาจแทบไม่มีอาการ เมื่อการทำงานของตับผิดปกติมากขึ้น จึงอาจเริ่มมีอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัน ปัสสาวะเข้ม ตัวหรือตาเหลือง รวมถึงบวมที่ขาหรือท้องโตจากน้ำในช่องท้องได้ 

ทางเดินน้ำดีอุดตัน
หากน้ำดีไหลออกจากตับไม่ได้ เช่น จากนิ่วหรือความผิดปกติบริเวณทางเดินน้ำดี อาจทำให้บิลิรูบินสะสมจนเกิด ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อุจจาระสีซีด และคันตามตัว ได้ 

การสลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ
เม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายจะสร้างบิลิรูบินขึ้นมา หากเกิดมากกว่าปกติ ระดับบิลิรูบินอาจสูงจนเกิดอาการตาเหลืองได้ แม้ต้นเหตุจะไม่ได้อยู่ที่ตับโดยตรง 

เพราะฉะนั้น หากเริ่มเห็นตาขาวเป็นสีเหลือง ไม่ควรพยายามเดาว่าเกิดจากโรคใดโรคหนึ่ง แต่ควรดูอาการอื่นร่วมกันและตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน


อาการแบบไหนควรตรวจตับหรือทางเดินน้ำดี?

หากตาเหลืองเกิดร่วมกับปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดบริเวณชายโครงขวา ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี

สิ่งที่สังเกตอาการที่อาจพบร่วมลักษณะที่ควรไปตรวจ
ตาและผิวหนังตาขาวหรือผิวเริ่มเหลืองเห็นความเหลืองชัดเจนหรือเพิ่มขึ้น
ปัสสาวะสีเหลืองเข้มหรือน้ำตาลเข้มผิดปกติร่วมกับตาเหลือง
อุจจาระสีอ่อนกว่าปกติซีดมากหรือคล้ายดินเหนียว
อาการทั่วไปอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้เป็นต่อเนื่องหรือมากขึ้น
ผิวหนังมีอาการคันคันมากร่วมกับตัวหรือตาเหลือง
ช่องท้องแน่นหรือเจ็บบริเวณท้องด้านขวาบนปวดมากหรือมีไข้ร่วมด้วย

หมายเหตุ: ตารางนี้ใช้สำหรับสังเกตอาการเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคตับหรือโรคทางเดินน้ำดีได้

ปัสสาวะเข้มเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าตับมีปัญหาเสมอไป เพราะการดื่มน้ำน้อยหรือภาวะขาดน้ำก็ทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นได้ แต่หากมีตาเหลือง ตัวเหลือง อุจจาระซีด หรือคันร่วมด้วย จะเป็นเหตุผลที่ควรได้รับการตรวจมากขึ้น 

ตาเหลือง ปัสสาวะเข้มแบบไหนควรตรวจ

สงสัยตับมีปัญหา ต้องตรวจอะไรบ้าง?

แพทย์มักเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเลือดดูระดับบิลิรูบิน รวมถึงค่าที่ช่วยประเมินตับและทางเดินน้ำดี จากนั้นจึงพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามผลที่พบ

1. ตรวจเลือด

ค่าที่อาจตรวจ ได้แก่

  • Bilirubin เพื่อดูระดับสารที่เกี่ยวข้องกับตัวและตาเหลือง
  • AST และ ALT ช่วยประเมินการบาดเจ็บหรือการอักเสบของเซลล์ตับ
  • ALP และ GGT ช่วยประเมินรูปแบบความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับทางเดินน้ำดี
  • Albumin และการตรวจการแข็งตัวของเลือด ในบางกรณี เพื่อช่วยประเมินการทำงานของตับ

การมี “ค่าตับสูง” เพียงค่าเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร หรือบอกความรุนแรงของโรคได้ทั้งหมด แพทย์ต้องดูรูปแบบของผลเลือด ประวัติ และอาการร่วมกัน 

2. ตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

หากสงสัยตับอักเสบ อาจมีการตรวจหาไวรัสตับอักเสบหรือสาเหตุอื่นเพิ่มเติม รวมถึงทบทวนยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับ

3. ตรวจภาพเมื่อจำเป็น

แพทย์อาจพิจารณา อัลตราซาวด์ช่องท้อง, CT หรือ MRI เพื่อดูตับ ถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีนิ่ว การอุดตัน หรือความผิดปกติด้านโครงสร้าง


อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

หากตาขาวหรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ ไม่ควรรอดูเองเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อมีปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คัน อ่อนเพลีย หรือปวดท้องร่วมด้วย

ดีซ่านในผู้ใหญ่สามารถเกิดจากโรคที่ต้องได้รับการตรวจและรักษา NHS จึงแนะนำให้ผู้ที่พบว่าผิวหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขอรับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน 

ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วหากมีอาการ เช่น

  • ตัวหรือตาเหลืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
  • มีไข้สูงหรือหนาวสั่นร่วมกับตาเหลือง
  • อาเจียนมาก รับประทานอาหารหรือน้ำไม่ได้
  • ซึม สับสน พฤติกรรมเปลี่ยนไป หรือปลุกตื่นยาก
  • มีเลือดออกง่ายผิดปกติ
  • ท้องหรือขาบวมมากขึ้นอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะ ตัวหรือตาเหลืองร่วมกับไข้และปวดท้องด้านขวาบน อาจพบได้ในภาวะติดเชื้อหรืออุดตันของทางเดินน้ำดี ซึ่งควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว 


มีอาการตาเหลือง ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

ตาเหลืองไม่ใช่อาการที่ควรรักษาเองโดยเดาสาเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจว่าบิลิรูบินสูงจากตับ ทางเดินน้ำดี เม็ดเลือด หรือสาเหตุอื่น

ระหว่างรอตรวจ ควร

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ หากไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำจากแพทย์
  • รับประทานอาหารตามปกติเท่าที่สามารถรับประทานได้
  • เตรียมรายชื่อยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กำลังใช้อยู่เพื่อแจ้งแพทย์
  • ไม่ซื้อสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า “ล้างตับ” หรือ “บำรุงตับ” มาใช้เพิ่มเอง
  • ไม่หยุดยาประจำที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง
  • สังเกตสีของปัสสาวะ อุจจาระ ระดับความเหลือง และอาการอื่นที่เกิดเพิ่มขึ้น

แพทย์มักสอบถามเรื่องยา ยาที่ซื้อรับประทานเอง สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีส่วนช่วยค้นหาสาเหตุของความผิดปกติของตับได้ 


สรุป: ตาเหลืองร่วมกับปัสสาวะเข้ม ไม่ควรมองข้าม

ตาเหลืองเกิดจาก ระดับบิลิรูบินในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตับ เช่น ตับอักเสบหรือโรคตับเรื้อรัง แต่ยังเกิดจากการอุดตันของทางเดินน้ำดี หรือความผิดปกติของการสลายเม็ดเลือดแดงได้ จึงไม่สามารถสรุปว่าเป็นโรคตับจากอาการตาเหลืองเพียงอย่างเดียว

หากตาเหลืองเกิดร่วมกับ ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดบริเวณชายโครงขวา ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และหากมีไข้ ปวดท้องรุนแรง ซึม สับสน หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถเข้ามาปรึกษา หมอต้น และทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่ Avatar Clinic เพื่อช่วยทบทวนพฤติกรรมสุขภาพ โรคประจำตัว ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้อยู่ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม โดยไม่ทดแทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคตับหรือโรคทางเดินน้ำดีจากแพทย์แผนปัจจุบัน

สอบถามรายละเอียดหรือปรึกษา Avatar Clinic ได้ที่
โทร: 087-622-2223


Q&A: คำถามยอดฮิตเรื่องตาเหลืองและโรคตับ

Q: ตาเหลืองแปลว่าเป็นโรคตับไหม?

A: ไม่เสมอไป ตาเหลืองหรือดีซ่านเกิดจากระดับบิลิรูบินในเลือดสูง ซึ่งอาจมาจากโรคตับ การอุดตันของทางเดินน้ำดี หรือการสลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ จึงต้องตรวจหาสาเหตุก่อน 

Q: ตาเหลืองแต่ตัวไม่เหลือง เป็นโรคได้ไหม?

A: ได้ ความเหลืองอาจเห็นบริเวณตาขาวได้ชัดกว่าผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีสีผิวเข้ม ดังนั้นการที่ยังไม่เห็นผิวเหลืองชัดไม่ได้ช่วยตัดภาวะดีซ่านออก 

Q: ปัสสาวะเข้ม แปลว่าตับมีปัญหาไหม?

A: ไม่เสมอไป ปัสสาวะเข้มอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อยได้ แต่หากปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติร่วมกับตาเหลือง ตัวเหลือง อุจจาระซีด หรือคัน ควรตรวจหาความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี

Q: ตรวจตับต้องดูค่าอะไรบ้าง?

A: แพทย์อาจตรวจค่า Bilirubin, AST, ALT, ALP, GGT รวมถึงโปรตีนบางชนิดและการแข็งตัวของเลือดตามความเหมาะสม และอาจมีการตรวจไวรัสตับอักเสบหรืออัลตราซาวด์เพิ่มเติม โดยไม่ควรแปลผลจากค่าตับเพียงค่าเดียว 


อ้างอิงข้อมูล


ยังมีบทความสาระน่ารู้ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  บทความด้านสุขภาพน่ารู้ โดย Avatar Clinic

Scroll to Top