ไอเรื้อรังไม่หาย เสมหะมีเลือด เกิดจากอะไร? เมื่อไหร่ควรตรวจปอด

ไอเรื้อรังไม่หาย เสมหะมีเลือด เกิดจากอะไร? เมื่อไหร่ควรตรวจปอด

ไอเรื้อรังร่วมกับเสมหะมีเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อในปอด หลอดลมโป่งพอง วัณโรค ไปจนถึงโรคที่ต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น มะเร็งปอดหรือลิ่มเลือดอุดตันในปอด หากมีเลือดปนในเสมหะ โดยเฉพาะเกิดซ้ำ ไอนาน หรือมีไข้ น้ำหนักลด เหนื่อย หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ในทางการแพทย์ ไอเรื้อรังในผู้ใหญ่โดยทั่วไปหมายถึงอาการไอที่เป็นต่อเนื่องนานกว่า 8 สัปดาห์ แต่หากมีเสมหะปนเลือด ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 8 สัปดาห์จึงค่อยไปตรวจ เพราะเลือดที่ออกมากับการไอสามารถเกิดได้จากหลายภาวะที่ควรแยกหาสาเหตุ

สำหรับวัณโรค อาการไอต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะมีเสมหะหรือเลือดปน ร่วมกับอาการอย่างไข้ต่ำ เหงื่อออกกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลีย เป็นกลุ่มอาการที่ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม


ไอเรื้อรังและเสมหะมีเลือด ควรกังวลไหม?

เสมหะที่มีเลือดปนเล็กน้อยอาจเกิดจากการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้ แต่หากเกิดซ้ำ ไอไม่หาย หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากการไอแรงเพียงอย่างเดียว

การไอเอาเลือดที่มาจากทางเดินหายใจส่วนล่างออกมาเรียกว่า Hemoptysis เลือดอาจเห็นเป็นเพียงเส้นเล็ก ๆ ปนอยู่ในเสมหะ หรือมีปริมาณมากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม เลือดที่เห็นในปากหรือเสมหะอาจไม่ได้มาจากปอดเสมอไป บางครั้งอาจมาจากจมูก เหงือก หรือช่องปาก รวมถึงเลือดจากทางเดินอาหารที่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดจากการไอ การซักประวัติและตรวจร่างกายจึงมีความสำคัญในการแยกว่าเลือดมาจากบริเวณใด

ดังนั้น เสมหะมีเลือดไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปอดเสมอไป แต่ก็ไม่ควรใช้ปริมาณหรือสีของเลือดเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าไม่อันตราย


ไอเรื้อรัง เสมหะมีเลือด เกิดจากอะไร?

ไอร่วมกับเสมหะมีเลือดเกิดได้จากทั้งการติดเชื้อและโรคของทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ วัณโรค และหลอดลมโป่งพอง รวมถึงโรคอื่นที่จำเป็นต้องแยกออก เช่น มะเร็งปอดหรือลิ่มเลือดอุดตันในปอด

การติดเชื้อทางเดินหายใจหรือหลอดลมอักเสบ

เมื่อทางเดินหายใจมีการอักเสบและไอบ่อย หลอดเลือดเล็ก ๆ บริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจอาจระคายเคืองจนมีเลือดเล็กน้อยปนมากับเสมหะได้

หลอดลมอักเสบและปอดอักเสบเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไอเป็นเลือดได้ โดยเฉพาะหากมีอาการไอ มีเสมหะ ไข้ หรืออาการของการติดเชื้อร่วมด้วย

วัณโรคปอด

วัณโรคปอดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ควรนึกถึงเมื่อมีอาการไอต่อเนื่องและเสมหะมีเลือดปน โดยเฉพาะในผู้ที่ไอติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์

อาการอื่นที่อาจพบร่วม ได้แก่ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยหอบ

อย่างไรก็ตาม การมีอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นวัณโรคแน่นอน ต้องอาศัยการตรวจเพื่อยืนยัน

หลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis)

หลอดลมโป่งพองเป็นภาวะที่หลอดลมมีการเปลี่ยนแปลงจนระบายเสมหะได้ไม่ดี ทำให้มีเสมหะสะสมและเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ง่าย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก และพบเลือดปนในเสมหะเป็นครั้งคราว จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่แพทย์อาจพิจารณาเมื่อมีอาการไอเป็นเลือด

มะเร็งปอด

อาการไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือดสามารถพบได้ในผู้ป่วยมะเร็งปอด แต่ การมีอาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปอด

แพทย์จะพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น อายุ ประวัติการสูบบุหรี่ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เจ็บหน้าอก ลักษณะอาการที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงผลจากการตรวจเพิ่มเติม

สาเหตุอื่นที่ควรระวัง

การไอเป็นเลือดยังอาจพบในภาวะอื่น เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในปอด โรคปอดเรื้อรังบางชนิด ความผิดปกติของหลอดเลือด หรือการบาดเจ็บบริเวณทรวงอก

โดยเฉพาะหากมีอาการ หอบเหนื่อยหรือหายใจลำบากเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเอง

ไอไม่หาย แถมเสมหะมีเลือด อาจบอกโรคอะไรได้บ้าง

เสมหะมีเลือดแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?

หากไอออกมาเป็นเลือดมากหรือออกต่อเนื่อง ร่วมกับหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

ควรระวังเป็นพิเศษหากมีอาการ เช่น

  • ไอเป็นเลือดในปริมาณมาก หรือเลือดออกต่อเนื่อง
  • หายใจหอบ เหนื่อย หรือหายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • หน้ามืด เป็นลม หรืออ่อนแรงมากผิดปกติ
  • ใจเต้นเร็วร่วมกับอาการผิดปกติอื่น
  • เลือดออกซ้ำและมีปริมาณเพิ่มขึ้น
  • มีไข้สูงหรืออาการโดยรวมทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ในการไอเป็นเลือดรุนแรง ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการเสียเลือดเท่านั้น เพราะเลือดจำนวนมากอาจรบกวนทางเดินหายใจและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ จึงควรได้รับการประเมินโดยเร็ว

ส่วนผู้ที่มีเลือดปนเพียงเล็กน้อยแต่ เกิดซ้ำหลายครั้งหรือไม่ทราบสาเหตุ ก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน แม้จะไม่มีอาการฉุกเฉิน


ไอนานแค่ไหนควรตรวจปอด และต้องตรวจอะไรบ้าง?

ไม่จำเป็นต้องรอให้ไอครบ 8 สัปดาห์ หากมีเสมหะปนเลือด ไอนานขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน เหนื่อย หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

โดยทั่วไปสามารถแบ่งระยะเวลาของอาการไอในผู้ใหญ่ได้เป็น

  • ไอเฉียบพลัน: น้อยกว่า 3 สัปดาห์
  • ไอกึ่งเฉียบพลัน: 3–8 สัปดาห์
  • ไอเรื้อรัง: มากกว่า 8 สัปดาห์

การแบ่งระยะเวลานี้ใช้ช่วยประเมินสาเหตุของอาการไอ ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้ครบ 8 สัปดาห์ก่อนจึงจะไปตรวจ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่ควรระวังอย่างเสมหะมีเลือด

สำหรับวัณโรค หากไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะมีเสมหะหรือเลือดปน ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุ

แพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง?

1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย

แพทย์อาจสอบถามระยะเวลาที่ไอ ลักษณะและปริมาณเลือด อาการไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน เจ็บหน้าอกหรือหายใจเหนื่อย ประวัติสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงประวัติสัมผัสวัณโรค

นอกจากนี้ยังต้องแยกให้ได้ว่าเลือดมาจากระบบทางเดินหายใจจริง หรือมาจากจมูก ช่องปาก หรือทางเดินอาหาร

2. เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)

เอกซเรย์ทรวงอกเป็นหนึ่งในการตรวจภาพเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินผู้ที่ไอเป็นเลือด เพราะอาจช่วยพบความผิดปกติ เช่น ปอดอักเสบ รอยโรค ก้อน หรือโพรงในเนื้อปอด

อย่างไรก็ตาม เอกซเรย์ไม่สามารถมองเห็นทุกสาเหตุได้ หากผลตรวจยังไม่สามารถอธิบายอาการ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม

3. ตรวจเสมหะ

หากสงสัยการติดเชื้อหรือวัณโรค แพทย์อาจพิจารณาเก็บเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้อตามความเหมาะสม โดยนำผลตรวจมาพิจารณาร่วมกับอาการและการตรวจภาพปอด

4. CT ปอดหรือการตรวจเพิ่มเติม

หากเอกซเรย์ยังไม่พบสาเหตุ มีเลือดออกซ้ำ หรือมีปัจจัยที่ต้องประเมินเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณา CT หรือ CT angiography เพื่อดูความผิดปกติและตำแหน่งของเลือดออกได้ละเอียดขึ้น

ในบางกรณีอาจต้องส่องกล้องหลอดลม (Bronchoscopy) เพื่อดูภายในทางเดินหายใจ เก็บตัวอย่าง หรือประเมินบริเวณที่มีเลือดออก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีเสมหะปนเลือดทุกคนจำเป็นต้องได้รับ CT หรือส่องกล้อง


ระหว่างรอตรวจควรดูแลตัวเองอย่างไร?

หากไอเรื้อรังหรือมีเสมหะปนเลือด สิ่งสำคัญคือการหาสาเหตุ ไม่ควรใช้ยาแก้ไอ สมุนไพร หรือวิธีดูแลตัวเองเพียงอย่างเดียวจนทำให้การตรวจที่จำเป็นล่าช้า

ในระหว่างรอรับการประเมิน สามารถสังเกตและดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ เช่น

  • งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควัน ฝุ่น หรือสิ่งที่กระตุ้นการไอ
  • สังเกตว่าเลือดปนในเสมหะมากน้อยเพียงใด และเกิดบ่อยแค่ไหน
  • จดอาการร่วม เช่น ไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน เจ็บหน้าอก หรือหายใจเหนื่อย
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • หากมีอาการไอเรื้อรังและยังไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ควรสวมหน้ากากเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น
  • ไม่ควรหยุดยาประจำที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง

หากมีการใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอยู่แล้ว ควรแจ้งให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทราบด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยในการประเมินอาการและความเสี่ยงของเลือดออก


สรุป: ไอไม่หายร่วมกับมีเลือดปน ไม่ควรปล่อยไว้นาน

อาการ ไอไม่หายร่วมกับเสมหะมีเลือด เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมโป่งพอง และวัณโรค ไปจนถึงโรคอื่นที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม การเห็นเลือดปนไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป แต่ก็ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากการไอแรงโดยไม่หาสาเหตุ

แม้ไอเรื้อรังในผู้ใหญ่จะหมายถึงไอนานกว่า 8 สัปดาห์ แต่หากมีเสมหะปนเลือดไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะนั้น โดยเฉพาะหากเลือดเกิดซ้ำ หรือมีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน เจ็บหน้าอก หรือหายใจเหนื่อยร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถเข้ามาปรึกษา หมอต้น และทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่ Avatar Clinic เพื่อช่วยทบทวนอาการ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การพักผ่อน รวมถึงยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้อยู่ และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม โดยไม่ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโรคของปอดและระบบทางเดินหายใจจากแพทย์แผนปัจจุบัน

หากมีเสมหะปนเลือดมาก หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

สอบถามรายละเอียดหรือปรึกษา Avatar Clinic ได้ที่
โทร: 087-622-2223


Q&A: คำถามเกี่ยวกับไอเรื้อรังและเสมหะมีเลือด

Q: เสมหะมีเลือดนิดเดียว อันตรายไหม?

A: เลือดปนในเสมหะเพียงเล็กน้อยอาจเกิดจากการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้ แต่หากเกิดซ้ำ ไอเป็นเวลานาน หรือมีไข้ น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก หรือหายใจเหนื่อยร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

Q: ไอเป็นเลือดคือมะเร็งปอดไหม?

A: ไม่เสมอไป เพราะการไอเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมโป่งพอง และวัณโรค แต่มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แพทย์อาจต้องตรวจแยก โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

Q: ไอนานกี่วันถึงควรไปตรวจปอด?

A: ไอเรื้อรังในผู้ใหญ่หมายถึงไอนานกว่า 8 สัปดาห์ แต่ไม่จำเป็นต้องรอถึง 8 สัปดาห์หากมีเสมหะปนเลือด สำหรับวัณโรค หากไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะมีเสมหะหรือเลือดปน ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุ

Q: ไอมีเลือดต้องเอกซเรย์ปอดทุกคนไหม?

A: เอกซเรย์ปอดเป็นหนึ่งในการตรวจเบื้องต้นที่ใช้บ่อยในการประเมินผู้ที่ไอเป็นเลือด แต่การตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของแต่ละคน แพทย์อาจพิจารณา CT ตรวจเสมหะ หรือการตรวจอื่นเพิ่มเติมหากจำเป็น


อ้างอิงข้อมูล


ยังมีบทความสาระน่ารู้ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  บทความด้านสุขภาพน่ารู้ โดย Avatar Clinic

Scroll to Top