มะเร็งช่องปากเริ่มจากอาการอะไร? แผลแบบไหนไม่ควรรอดูเอง

มะเร็งช่องปากเริ่มจากอาการอะไร? แผลแบบไหนไม่ควรรอดูเอง

มะเร็งช่องปากอาจเริ่มจากแผลในปากที่ไม่หาย รอยแดง รอยขาว ก้อน หรือเนื้อเยื่อที่หนาตัวผิดปกติ โดยเฉพาะหากความผิดปกตินั้นไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ แม้จะยังไม่เจ็บก็ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

มะเร็งช่องปากสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เพดานปาก และพื้นช่องปาก ในช่วงแรกบางคนอาจเห็นเพียงแผลหรือรอยเล็ก ๆ จนคิดว่าเป็นร้อนในธรรมดาได้

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเห็นแผลแล้วคิดว่าเป็นมะเร็งทันที แต่ควรสังเกตว่า แผลกำลังดีขึ้นหรือไม่ อยู่มานานแค่ไหน และมีความผิดปกติอื่นเพิ่มขึ้นหรือเปล่า


มะเร็งช่องปากเริ่มจากอาการอะไร?

อาการเริ่มต้นของมะเร็งช่องปากอาจเป็นแผลที่ไม่หาย รอยแดง รอยขาว ก้อน หรือเนื้อเยื่อในปากที่ดูหรือสัมผัสต่างไปจากเดิม และบางรายอาจยังไม่มีอาการเจ็บชัดเจน

ถ้าอยากจำง่าย ๆ สามารถสังเกตจากคำว่า

“แดง – ขาว – แผล – ก้อน”

  • แดง มีรอยแดงผิดปกติในช่องปาก
  • ขาว มีรอยขาวหรือขาวปนแดงที่ไม่หาย
  • แผล มีแผลคล้ายร้อนใน แต่เป็นอยู่นานและไม่ดีขึ้น
  • ก้อน มีก้อน ติ่งเนื้อ หรือบริเวณที่หนาตัวผิดปกติ

นอกจากนี้อาจมีอาการชา เลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเริ่มเคี้ยว กลืน พูด หรืออ้าปากลำบากร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม การมีอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะแผล การติดเชื้อ และโรคในช่องปากหลายชนิดสามารถมีลักษณะคล้ายกันได้ หากความผิดปกติไม่หายหรือเปลี่ยนแปลงไป ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน


แผลในปากแบบไหนไม่ควรรอดูเอง?

แผลในปากที่ไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ โตขึ้น มีรอยแดงหรือขาวผิดปกติ มีก้อน เลือดออก ชา หรือเริ่มมีปัญหาในการเคี้ยวและกลืน ไม่ควรรอดูอาการต่อเอง

แผลในปากทั่วไปมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่หากแผลอยู่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน หรือจากแผลเล็ก ๆ เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น มีเนื้อหนาตัว หรือมีก้อนเกิดขึ้น แม้จะยังไม่เจ็บมากก็ควรได้รับการตรวจ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าแผลในช่องปากที่ไม่หายเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ ขณะที่ NHS ใช้แผลที่อยู่นานกว่า 3 สัปดาห์ เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรตรวจ จึงสามารถจำง่าย ๆ ว่า “แผลไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ควรไปตรวจ”

สิ่งที่สังเกตลักษณะที่มักค่อย ๆ ดีขึ้นลักษณะที่ไม่ควรรอดู
ระยะเวลาแผลค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลาไม่ดีขึ้นนานประมาณ 2–3 สัปดาห์
ขนาดแผลค่อย ๆ เล็กลงใหญ่ขึ้นหรือไม่ยุบ
สีของเนื้อเยื่อสีรอบแผลค่อย ๆ กลับเป็นปกติมีรอยแดง ขาว หรือขาวปนแดงอยู่นาน
ลักษณะบริเวณแผลแผลค่อย ๆ สมานมีก้อน ติ่ง หรือเนื้อหนาตัวผิดปกติ
ความรู้สึกอาการเจ็บค่อย ๆ ลดลงมีอาการชา หรือความรู้สึกเปลี่ยนไป
อาการอื่นร่วมด้วยไม่มีความผิดปกติอื่นเลือดออก กลืนลำบาก เคี้ยวลำบาก หรือมีก้อนที่คอ

หมายเหตุ: ตารางนี้ใช้สำหรับสังเกตอาการเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่ารอยโรคเป็นมะเร็งหรือไม่

แผลในช่องปากแบบไหน ไม่ควรรอดูเอง?

มะเร็งช่องปากเกิดจากอะไร?

มะเร็งช่องปากเกิดจากเซลล์บริเวณช่องปากเปลี่ยนแปลงและเติบโตผิดปกติ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้ในผู้ป่วยทุกคน แต่มีปัจจัยบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญที่ควรรู้ ได้แก่

  • การสูบบุหรี่และการใช้ยาสูบ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มมากหรือเป็นประจำ
  • การเคี้ยวหมาก
  • การได้รับแสงแดดสะสมบริเวณริมฝีปาก ซึ่งสัมพันธ์กับมะเร็งบริเวณริมฝีปาก
  • ปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมอื่น ๆ อาจมีส่วนร่วมด้วย

โดยเฉพาะการใช้ยาสูบร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งช่องปากมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็ง และคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนก็ยังสามารถเกิดโรคได้ จึงควรให้ความสำคัญกับการสังเกตความผิดปกติในช่องปากร่วมด้วย


นอกจากแผล มีอาการอะไรที่ควรสังเกต?

มะเร็งช่องปากไม่ได้แสดงอาการเป็นแผลเสมอไป บางคนอาจเริ่มจากรอยแดง รอยขาว ก้อน อาการชา หรือความผิดปกติในการเคี้ยวและกลืน

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • มีรอยแดงหรือรอยขาวในช่องปากที่ไม่หาย
  • มีก้อนหรือติ่งเนื้อในช่องปากหรือริมฝีปาก
  • ชาบริเวณลิ้น ริมฝีปาก หรือส่วนหนึ่งของช่องปาก
  • มีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคี้ยว กลืน พูด หรือขยับลิ้นลำบาก
  • อ้าปากได้น้อยลง
  • มีก้อนบริเวณคอ
  • เจ็บหูร่วมกับความผิดปกติในช่องปาก
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้เช่นกัน แต่หากเป็นต่อเนื่องหรือมากขึ้น ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์แทนการรอดูอาการเอง


สงสัยมะเร็งช่องปาก ต้องตรวจอะไร?

แพทย์หรือทันตแพทย์มักเริ่มจากการดูและคลำบริเวณที่ผิดปกติ รวมถึงตรวจส่วนต่าง ๆ ภายในช่องปากและบริเวณคอ หากพบรอยโรคที่น่าสงสัย อาจต้องตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยัน

1. ตรวจช่องปาก

แพทย์หรือทันตแพทย์จะดูตำแหน่ง ขนาด สี และลักษณะของแผลหรือก้อน รวมถึงตรวจริมฝีปาก ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม พื้นปาก และบริเวณคอ

การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำจึงมีประโยชน์ เพราะทันตแพทย์สามารถสังเกตความผิดปกติบางอย่างได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็ก

2. ตรวจชิ้นเนื้อเมื่อพบรอยที่น่าสงสัย

หากพบเนื้อเยื่อที่มีลักษณะผิดปกติ แพทย์อาจทำ การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) โดยนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่

หากตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งแล้ว จึงอาจมีการตรวจภาพหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อดูตำแหน่ง ขนาด และการกระจายของโรค

ดังนั้น การดูแผลด้วยตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันว่าเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งได้


มีแผลในปากควรดูแลตัวเองอย่างไร?

หากเป็นแผลในปากทั่วไป สามารถลดการระคายเคืองและดูแลความสะอาดในช่องปากได้ แต่ถ้าแผลไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์ ไม่ควรรักษาเองต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

ในช่วงที่มีแผล ควร

  • รักษาความสะอาดในช่องปากและใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ร้อนจัด หรือมีลักษณะแข็งคมจนระคายแผล
  • งดบุหรี่และยาสูบ
  • หลีกเลี่ยงหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่แกะ เกา หรือกระตุ้นบริเวณแผลซ้ำ ๆ
  • สังเกตว่าแผลมีขนาดเล็กลงหรือดีขึ้นหรือไม่

แผลในปากทั่วไปจำนวนมากมักหายเองภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แต่หากแผลอยู่นานเกิน 2–3 สัปดาห์ หรือมีลักษณะต่างจากแผลที่เคยเป็น ควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ตรวจ

สำหรับการลดความเสี่ยงในระยะยาว ควร ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงยาสูบและการเคี้ยวหมาก ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ดูแลสุขภาพช่องปาก และตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ


สรุป: มะเร็งช่องปากเริ่มจากอาการอะไร?

มะเร็งช่องปากไม่ได้เริ่มจากแผลใหญ่หรืออาการรุนแรงเสมอไป ช่วงแรกอาจเป็นเพียง รอยแดง รอยขาว แผลที่ไม่หาย หรือก้อนเล็ก ๆ ในช่องปาก และบางคนอาจยังไม่รู้สึกเจ็บ

และถ้าความผิดปกติ ไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ หรือเริ่มมีเลือดออก ชา กลืนหรือเคี้ยวลำบาก หรือมีก้อนบริเวณคอ ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรรอจนมีอาการมากขึ้น

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถเข้ามาปรึกษา หมอต้น และทีมที่ Avatar Clinic เพื่อช่วยทบทวนข้อมูลสุขภาพ โรคประจำตัว ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้อยู่ และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม โดยไม่ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษามะเร็งจากแพทย์แผนปัจจุบัน

สอบถามรายละเอียดหรือปรึกษา Avatar Clinic ได้ที่
โทร: 087-622-2223


Q&A: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับมะเร็งช่องปาก

Q: แผลในปากกี่วันถึงควรไปหาหมอ?

A: หากแผลไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์ โดยเฉพาะหากแผลใหญ่ขึ้น มีรอยแดงหรือขาว มีก้อน เลือดออก หรือชา

Q: แผลมะเร็งช่องปากต้องเจ็บไหม?

A: ไม่จำเป็น บางรายอาจมีแผล รอย หรือก้อนที่ผิดปกติโดยยังไม่เจ็บชัดเจน จึงไม่ควรใช้ความเจ็บเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว

Q: แผลร้อนในเป็นมะเร็งได้ไหม?

A: แผลในปากส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากมะเร็ง และมักค่อย ๆ หายเอง แต่หากแผลไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ โตขึ้น หรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุแทนการสรุปว่าเป็นร้อนในธรรมดา

Q: รอยขาวในปากคือมะเร็งไหม?

A: ไม่เสมอไป รอยขาวเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่รอยขาวหรือรอยแดงที่ไม่หายเป็นหนึ่งในลักษณะที่ควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ตรวจ

Q: มะเร็งช่องปากเกิดตรงไหนได้บ้าง?

A: สามารถพบได้หลายบริเวณ เช่น ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เพดานปาก และพื้นช่องปาก

Q: มะเร็งช่องปากรักษาได้ไหม?

A: มะเร็งช่องปากมีแนวทางรักษาหลายวิธี เช่น การผ่าตัด รังสีรักษา และการใช้ยา โดยแพทย์จะเลือกตามตำแหน่ง ระยะของโรค และสุขภาพของแต่ละคน การตรวจพบความผิดปกติเร็วช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เร็วขึ้น


อ้างอิงข้อมูล:


ยังมีบทความสาระน่ารู้ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  บทความด้านสุขภาพน่ารู้ โดย Avatar Clinic

Scroll to Top