เป็นเบาหวานมาหลายปี แล้วช่วงนี้เริ่มรู้สึกปลายเท้าชา เสียวเหมือนเข็มทิ่ม หรือบางครั้งเหยียบพื้นแล้วรู้สึกไม่ชัดเหมือนเดิม หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า “นี่คืออาการเบาหวานลงเท้าแล้วหรือยัง?”
อาการชา เสียว แสบร้อน หรือความรู้สึกที่เท้าลดลง สามารถเกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการชาเท้าทุกครั้งจะเกิดจากเบาหวาน เพราะยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เท้าชาได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรระวังคือ บางคนไม่ได้รู้สึกเจ็บมากขึ้น แต่กลับรู้สึกที่เท้าน้อยลง จนอาจมีแผล พุพอง หรือรองเท้ากัดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของเท้าเป็นประจำครับ
เบาหวานลงเท้าเริ่มจากอาการอะไร?
อาการที่อาจพบเมื่อเส้นประสาทส่วนปลายได้รับผลกระทบจากเบาหวาน ได้แก่ ชา เสียวซ่า แสบร้อน ปวดเหมือนเข็มทิ่ม หรือรู้สึกที่เท้าลดลง บางคนอาจแยกความร้อน ความเย็น หรือความเจ็บปวดได้ไม่ดีเหมือนเดิม และบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนเลย
อาการที่ควรสังเกต เช่น
- ปลายเท้าชาหรือรู้สึกเหมือนเท้าหนา ๆ
- เสียวซ่า คล้ายมีเข็มทิ่ม
- แสบร้อนบริเวณเท้า
- ปวดจี๊ดหรือปวดแปลบ
- อาการปวดหรือแสบร้อนมากขึ้นในตอนกลางคืน
- รับความร้อนหรือความเย็นได้ลดลง
- เหยียบพื้นแล้วรู้สึกไม่เหมือนเดิม
- มีแผลหรือพุพอง แต่รู้สึกเจ็บน้อยกว่าที่ควร
ภาวะนี้เรียกว่า เส้นประสาทส่วนปลายจากเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy) ซึ่งมักกระทบบริเวณเท้าและขา และบางคนอาจไม่รู้ตัวในช่วงแรกครับ
ชาเท้าแบบไหนที่ควรระวัง?
ควรระวังเมื่ออาการชาเกิดบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือเริ่มรู้สึกที่เท้าลดลง โดยเฉพาะหากแยกความร้อน-เย็นได้ไม่ดี มีแผลแต่ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ หรือมีอาการชา เสียว แสบร้อนร่วมกัน
ลักษณะที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่
- ชาปลายเท้าบ่อยหรือชาเป็นเวลานาน
- ชาทั้งสองข้าง หรือค่อย ๆ ลามจากปลายเท้าขึ้นมา
- รู้สึกเหมือนมีอะไรหุ้มเท้าทั้งที่ไม่ได้ใส่ถุงเท้า
- เหยียบพื้นแล้วรับสัมผัสได้ไม่ชัดเหมือนเดิม
- แยกของร้อนและเย็นได้ไม่ดี
- มีรอยถลอก พุพอง หรือรองเท้ากัดแต่ไม่รู้สึกเจ็บ
- เริ่มเดินไม่มั่นคงหรือเสียการทรงตัว
จุดที่ควรจำคือ “ไม่เจ็บ ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา” เพราะเมื่อการรับความรู้สึกที่เท้าลดลง เราอาจไม่รู้ว่ากำลังมีแผลหรือแรงกดบริเวณเท้าอยู่
ทำไมเบาหวานถึงทำให้เท้าชาและเกิดแผลได้?
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นเวลานานสามารถทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหาย จนอาจเกิดอาการชา เสียว แสบร้อน หรือรับความรู้สึกที่เท้าได้น้อยลง เมื่อไม่รู้สึกเจ็บตามปกติ จึงอาจเกิดแผลโดยไม่ทันสังเกต
ตัวอย่างเช่น หากรองเท้ากัดจนผิวหนังเป็นแผล คนทั่วไปมักรู้สึกเจ็บและหยุดเดิน แต่หากการรับความรู้สึกที่เท้าลดลง ผู้เป็นเบาหวานอาจเดินต่อโดยไม่รู้ว่าเกิดแผลขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ ผู้เป็นเบาหวานบางรายอาจมีปัญหาการไหลเวียนเลือดบริเวณขาและเท้าร่วมด้วย ทำให้แผลบางชนิดหายได้ช้าลง และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
ผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี เคยมีแผลที่เท้า หรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือด ควรใส่ใจสุขภาพเท้าเป็นพิเศษครับ
ผู้เป็นเบาหวานควรเช็กเท้าตัวเองอย่างไร?
ผู้เป็นเบาหวานควรสังเกตเท้าทุกวัน แม้จะยังไม่มีอาการชา เพราะความผิดปกติของเส้นประสาทบางรายอาจทำให้รู้สึกเจ็บน้อยลงหรือไม่มีอาการเตือนชัดเจน
วิธีสังเกตง่าย ๆ ได้แก่
- ดูฝ่าเท้า นิ้วเท้า และซอกนิ้วทุกวัน
- เช็กว่ามีรอยแดง แผล พุพอง บวม หรือผิวแตกหรือไม่
- สังเกตสีและอุณหภูมิของเท้าว่าเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
- หากมองฝ่าเท้าไม่ถนัด อาจใช้กระจกช่วย
- ตรวจด้านในรองเท้าก่อนใส่ว่ามีของแข็งหรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่
- เลือกรองเท้าที่พอดี ไม่บีบหรือเสียดสี
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า
- หากเท้าชาหรือรับอุณหภูมิได้ไม่ดี ไม่ควรใช้ของร้อนทดสอบกับเท้าโดยตรง
หากเริ่มมีอาการชา เสียว หรือรู้สึกที่เท้าลดลง แพทย์อาจตรวจการรับความรู้สึกบริเวณเท้า รวมถึงประเมินสภาพผิวหนังและการไหลเวียนเลือดเพิ่มเติมตามความเหมาะสมครับ
ตารางสรุป: ชาเท้าแบบไหน ควรตรวจปรึกษาแพทย์?
| สิ่งที่สังเกต | อาการเฝ้าระวัง | ควรปรึกษาแพทย์ |
| อาการชา | เป็นชั่วคราวแล้วหาย | ชาบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือรู้สึกที่เท้าลดลง |
| อาการเสียว / แสบร้อน | เกิดเป็นครั้งคราว | เป็นบ่อย รบกวนการนอนหรือชีวิตประจำวัน |
| การรับความรู้สึก | ยังรับสัมผัส ร้อน-เย็นได้ตามปกติ | แยกร้อน-เย็น หรือความเจ็บได้ไม่ดี |
| ผิวหนังและแผล | ไม่มีแผลหรือความผิดปกติชัดเจน | มีแผล โดยเฉพาะแผลที่ไม่ดีขึ้น หรือไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ |
| การเดินและทรงตัว | เดินและทรงตัวได้ตามปกติ | เริ่มเดินไม่มั่นคง หรือเสียการทรงตัว |

อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
ควรปรึกษาแพทย์หากพบความผิดปกติของเท้า เช่น
- มีแผลเปิดหรือแผลพุพอง
- แผลไม่ดีขึ้นหรือมีขนาดใหญ่ขึ้น
- บริเวณแผลบวม แดง ร้อน หรือมีของเหลวผิดปกติ
- เท้ามีสีหรืออุณหภูมิเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- ชามากจนรับความรู้สึกที่เท้าได้น้อย
- มีแผลแต่แทบไม่รู้สึกเจ็บ
- รูปร่างเท้าหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนไป
- เดินหรือทรงตัวผิดปกติ
หากมีแผลร่วมกับอาการติดเชื้อ เช่น บวมแดงมาก มีหนอง มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีไข้ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็วครับ
สรุป: เท้าชาในผู้เป็นเบาหวาน อย่ารอจนเกิดแผล
อาการชา เสียว แสบร้อน ปวดจี๊ด หรือรู้สึกที่เท้าน้อยลง อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทส่วนปลายได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถสรุปจากอาการชาเพียงอย่างเดียว เพราะเท้าชายังเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญสำหรับผู้เป็นเบาหวานคือ อย่ารอให้มีแผลหรือรู้สึกเจ็บก่อนจึงเริ่มดูแลเท้า เพราะบางคนอาจรู้สึกเจ็บน้อยลง จนไม่ทันสังเกตว่าเกิดบาดแผลขึ้นแล้ว การเช็กเท้าเป็นประจำและตรวจสุขภาพเท้าตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญครับ
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพร่วมกับศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ สามารถเข้ามาปรึกษา หมอต้น และทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่ Avatar Clinic ได้ครับ เพื่อช่วยประเมินข้อมูลสุขภาพ โรคประจำตัว ยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยไม่ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาหลักจากแพทย์แผนปัจจุบัน
สอบถามรายละเอียดหรือปรึกษา Avatar Clinic ได้ที่
โทร: 087-622-2223
Q&A: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเบาหวานลงเท้า
Q: เป็นเบาหวานแล้วเท้าชา แปลว่าเบาหวานลงเท้าแล้วหรือไม่?
A: ไม่สามารถสรุปได้จากอาการชาเพียงอย่างเดียวครับ แม้เบาหวานจะทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเกิดความผิดปกติและทำให้เท้าชาได้ แต่อาการชายังเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน หากชาเป็นประจำหรือเป็นต่อเนื่อง ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน
Q: เบาหวานลงเท้าเริ่มจากอาการอะไร?
A: อาการที่อาจพบ ได้แก่ ชา เสียวซ่า แสบร้อน ปวดจี๊ด หรือรู้สึกที่ปลายเท้าลดลง แต่บางคนอาจไม่มีอาการเตือนชัดเจน จึงควรหมั่นสังเกตสุขภาพเท้าเป็นประจำครับ
Q: ทำไมบางคนเป็นแผลที่เท้าแต่ไม่รู้สึกเจ็บ?
A: หากเส้นประสาทส่วนปลายได้รับความเสียหาย การรับความรู้สึกเจ็บ ร้อน เย็น หรือแรงกดอาจลดลง ทำให้เกิดแผลหรือบาดเจ็บที่เท้าโดยไม่ทันรู้ตัวได้ครับ
Q: เป็นเบาหวานแต่ยังไม่ชาเท้า ต้องตรวจเท้าหรือไม่?
A: ควรตรวจครับ เพราะผู้ที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทจากเบาหวานบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน ผู้เป็นเบาหวานจึงควรสังเกตเท้าด้วยตัวเองเป็นประจำ และรับการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์
Q: มีแผลที่เท้าแต่แผลเล็กและไม่เจ็บ รอดูเองได้ไหม?
A: ไม่ควรใช้ความเจ็บเป็นตัวตัดสินความรุนแรงครับ เพราะผู้ที่มีการรับความรู้สึกลดลงอาจรู้สึกเจ็บน้อยกว่าปกติ หากพบแผล พุพอง หรือความผิดปกติที่เท้า ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะหากแผลไม่ดีขึ้น บวม แดง หรือมีสัญญาณติดเชื้อ
ข้อมูลอ้างอิง
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK): Diabetes & Foot Problems
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC): Nerve Damage and Diabetes
- American Diabetes Association (ADA): Foot Complications
ยังมีบทความสาระน่ารู้ด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านสุขภาพน่ารู้ โดย Avatar Clinic